วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กุญแจใจ-กุญแจธรรม

กุญแจใจ-กุญแจธรรม'การปฏิบัติ'...เป็นหัวใจ หรือเป็นลูกกุญแจดอกเอก...ที่พูดอย่างนี้ เพราะเปรียบเหมือนมันถูกปิดใส่กุญแจไว้ ถ้าไม่ใช่ลูกกุญแจของมันเอง แม้สอดเข้าไปแล้วมันก็ไขไม่ได้ อาจแย้งว่า สมัยนี้เขาเอาเหล็กงอๆ ไปงัดไปไขมันก็ออกได้ นั่นมันเป็นเรื่องของ...'สมมุติ'...มันไม่ใช่เรื่อง...'ของจริง'....ที่พูดนี้ เรื่องนี้...ถ้าเป็นเรื่องของมันจริงเมื่อสอดเข้าไป แล้วบิด มันไขทันที...ดังนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้า จึงเอาไปใช้ได้ทุกกาลเวลา ทำไมจึงว่าเอาไปใช้ได้ทุกขณะกาลเวลาก็ไม่เดือดร้อน..ทุกขณะจิตนึกคิด - เห็นตัวเรา เป็นคนไม่หลงตน ไม่ลืมตัว ; เรียกว่า คนเห็นธรรม-รู้ธรรม-เข้าใจธรรม-อยู่ด้วยธรรม-เบิกบานด้วยธรรม...'เห็นธรรม' : ไม่ใช่ว่าไปเห็นสีแสงผีเทวดา : อันนั้นท่านเรียกว่า..'นิมิต'..แต่ก็ไม่ใช่นิมิตเรื่องที่ผมพูดนี้ นิมิตอันนั้นมันเป็นของมายาจิตใจ : จิตใจมันหลอกลวงเฉพาะคนที่ไม่รู้...,ส่วนคนที่รู้แล้ว จิตใจชนิดนั้นจะหลอกลวงไม่ได้...'เห็นธรรม'..ก็คือ เห็นตัวเรานี้เอง : ตัวเรา...คือธรรมะชั้นเปลือก, ตัวคำพูดของเรานี้ เป็นวินัย, ตัวจิตใจนึกคิด คือตัว...'อภิธรรม'...จึงว่า - สามปิฎกนี้ ศึกษาลงไปเห็นแจ้ง รู้จริงได้ไม่ผิดพลาด พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสรับรองอยู่แล้ว..ธรรมะ มันมีอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีคนค้นพบเท่านั้นเอง...'เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น เราจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้เธอทั้งหลายจงประพฤติ ปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้จะเห็นจะเป็นจะมี อย่างเราตถาคตนี้...ฯ'นี่ ท่านสอน - จึงว่า ไม่ใช่พูดต้องประพฤติปฏิบัติ ต้องประ-พฤติปฏิบัติเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า จึงจะเรียกว่า รักการรักงานรักพระพุทธเจ้า, จึงว่า - 'รักพระพุทธเจ้า'ก็คือ รักการกระทำของพระพุทธเจ้า ถ้าเราไม่รักการไม่รักงานไม่รักหน้าที่ของเราแล้ว เราละเลยไปแล้ว พระพุทธเจ้าก็จะยังไม่ปรากฏ - มันเป็นอย่างนั้น, เราจึงไม่เห็นพระองค์ อย่างพระองค์ตรัสว่า....'แม้จะจับชายจีวรอยู่ก็ไม่เห็นเราฯ''พระพุทธเจ้า' ก็คือ...ความเห็นแจ้ง, หรือว่า สะอาด - สว่าง- 'สง, ฯลล : เรื่องของคำพูดมันดิ้นได้อย่างนี้...คำว่า'เห็นแจ้ง'นั้นคืออะไร?....คำว่า'สว่าง'หมายถึงอะไร?....คำว่า'สงบ'หมายถึงอะไร?....เรื่องของคำพูดนี้เราดิ้นได้, สะอาดก็หมายถึงไม่สกปรก, สว่าง ก็หมายถึงการเห็นแจ้ง, สงบ หมายถึงการไม่เดือดร้อน : เราพูดได้ แต่บางทีที่เราพูดได้นี้ เราอาจไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้...จึงว่า - ต้อง'ปฏิบัติ', ต้องมีการกระทำเหมือนกันกับพระพุทธ-เจ้านั้น เราก็เคยได้ยินกันมาว่า....ในสมัยที่พระพุทธเจ้า ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ยังไม่ตรัสรู้ธรรม พระองค์ก็ไปร่ำเรียนหลายครูหลายอาจารย์รวมทั้งไปอดข้าวไปอดน้ำก็ยังไม่รู้ธรรม, อันนั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธ-เจ้า มันเป็นคำสอนของลัทธิอื่น เป็นเรื่องของพวกฤาษี เป็นเรื่องดึกดำบรรพ์ต่อเมื่อ..พระองค์ได้มาบำเพ็ญทางจิต ได้รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริงแล้วนี้ พระองค์จึงประกาศว่า...'เราได้รู้แล้ว - เห็นแล้ว - เข้าใจแล้ว'จึงเอามาสอนพวกเรา หรือว่าสอนคนในอินเดีย การสอนนั้นท่านก็สอนของจริงเท่านั้น 'ของจริง' ก็คือ..ตัวธรรมะนั้น มันดิ้นไม่ได้, จะรู้ล่วงหน้าไม่ได้, คาดคิดเอาไม่ได้, ด้นเดาเอาไม่ได้ : ให้ตัวมันเป็นเองแล้วก็จะร้อง....'อ๋อ! หมายถึง สิ่งนี้ - สิ่งนี้ - สิ่งนี้ ที่ท่านพูด อย่างนั้น - อย่างนั้น - อย่างนั้นจึงว่า - 'การปฏิบัติเป็นหัวใจ หรือเป็นลูกกุญแจดอกเอก'.......ฯ: หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภขอนอบน้อมแด่คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์

13 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ16 สิงหาคม 2552 เวลา 00:43

    โอ้โห ธรรม นำ ทางและคนนี้ 555

    ตอบลบ
  2. ดีจ้า แวะมาหานะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ เนื้อหาน่าสน

    ตอบลบ
  3. อืม ธรรมทำให้เราได้ใช้ชีวิตบนความถูกต้องโน๊ะ ว่าป่ะ

    ตอบลบ
  4. รู้ซึ้งในรสพระธรรมจริงๆเลย

    ตอบลบ
  5. เรา ไป บวช กาน ดี กว่า

    ตอบลบ
  6. ธรรมะ ธรรมโมดีจัง บวชชีเลยดีกว่ามั๊ย

    ตอบลบ
  7. โลกเราจะได้สงบสุขเสียที

    ตอบลบ
  8. หวัดดี ....อ่านแล้วดีนะ นี่แหละคนดีของสังคม

    ตอบลบ
  9. น่ารักจังเลย(คนนะ)5555555+

    ตอบลบ